Loading…

ยากไหมกว่างานวิ่งไทยจะได้ IAAF Label…(ภาคเเรก)

นักวิ่งหลายท่านคงรู้จักดีว่าการที่งานวิ่งสักงานจะได้ตรา IAAF หรือเจ้า IAAF Label นั้นมันแสนยากเย็นแท้ แต่งานวิ่งใดที่มีตรารับรองจาก ไอเอเอเอฟ นั้นถือได้ว่ามีคุณภาพสูง ทั้งในเรื่องระบบการจัดการ ความปลอดภัย การประชาสัมพันธ์ และการเป็นงานวิ่งระดับสากล

ในขณะนี้ก็ต้องบอกว่าในประเทศไทย ยังไม่มีงานไหนที่สามารถคว้าตราของ สหพันธ์สมาคมกรีฑานานาชาติ มาครอบครองได้ แม้แต่ขั้นต่ำสุดอย่าง Bronze label (ผู้เขียนบอกเลยว่า Bronze label แม้จะอยู่ต่ำสุดแต่มาตรฐานไม่ต่ำเลยนะ)

ขอปูทางกันก่อนสำหรับนักวิ่งหน้าใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าว่า IAAF และ IAAF Label คืออะไร และทำไมสำคัญมากนัก

IAAF

  •  ย่อมาจาก International Association of Athletics Federations หรือสหพันธ์สมาคมกรีฑานานาชาติ รับผิดชอบดูแลกีฬากรีฑา อย่างเช่น วิ่งบนลู่ วิ่ง 100 เมตร วิ่งผลัด ไปจนถึงวิ่งบนถนนอย่างมาราธอน หรือแม้แต่การวิ่ง cross country (กระโดดไกล ขว้างจักร โยนลูกตุ้มก็รับผิดชอบด้วยนะ)
  • ทำหน้าที่เป็นกรรมการกลางระดับสากล เป็นผู้ออกกฎกติกา เป็นผู้ชี้ขาดผลแพ้ชนะ  เป็นผู้กำหนดมาตรฐาน มีอำนาจให้การรับรองการแข่งขันต่างๆ แต่สำหรับนักวิ่งอย่างเราๆ และชาวผู้จัดงานวิ่ง (race organizer) สถาบัน ไอเอเอเอฟ เป็นผู้ประเมินให้เกรดงานวิ่ง  จัดดีไม่ดี ตรงมาตรฐานและสมควรได้ label หรือไม่ ถ้าเอาให้เข้าใจง่ายๆ ก็เอาเป็นว่าเขาเป็นเหมือน มิชลินสตาร์ นั้นแหละครับ

 IAAF Label

การมี ไอเอเอเอฟ label จะถือได้ว่างานวิ่งนั้นๆ จะมีสถานะภาพเป็นงานวิ่งแข่งขันระดับนานาชาติและเป็นทางการ ผลแพ้ชนะเป็นที่รับรองในระดับประเทศและระดับโลก

ระดับของ Label แบ่งออกเป็นสามระดับครับ…นั้นคือ Bronze, Silver และ Gold ยิ่งระดับสูงขึ้นมากเท่าไหร่ เงินรางวัล ชื่อเสียงเกียรติยศก็จะมากขึ้นด้วย และแน่นอนว่าการแข่งขันก็จะมีตัวเทพๆ หรือนักวิ่งระดับ Elite มากขึ้นเช่นกัน

 IAAF Label

เพื่อนๆ รู้จักงานวิ่งที่มีชื่อว่า Tokyo marathon, Berlin marathon, London marathon และ Boston marathon มั้ยครับ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นงานวิ่งระดับที่เรียกว่า World major marathon ปัจจุบันจะมีอยู่ 6 ที่นั้นคือ.. Tokyo, Boston, London, Berlin, Chicago and New York City. งานวิ่งมาราธอนระดับปิดเมืองหลวงประเทศวิ่งกัน เป็นเมกกะของเหล่านักวิ่งก็ว่าได้ ชาตินี้ต้องขอให้ได้รวมสักครั้ง งานระดับนี้จะถูกรับรองโดยสหพันธ์สมาคมกรีฑานานาชาติ และติดตรา Gold Label โดยไม่ต้องสงสัย แต่งานวิ่งดีๆ ที่ไม่ได้เป็น world major แต่ได้ตรา Gold label ก็มีนะ มาตรฐานงานยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน แค่เงินทุนสนับสนุนไม่ได้หนาเท่า ส่วนคนวิ่งก็ร่วมหมื่นเช่นกัน

 IAAF Label

กติกาข้อบังคับเพื่อให้ได้มาซึ่ง ไอเอเอเอฟ Label ที่น่าสนใจและอย่างย่อที่ Stepextra เอามาให้ผู้อ่านมีเยี่ยงใดบ้าง เรามาดูกัน…

กฎกติกาพื้นฐานที่ผู้จัดต้องเข้าใจ เมื่อตกลงใจอยากจะมี label นั้นคือ เป็นการแข่งขันวิ่งระดับนานาชาติ (IAAF Label Road Races are considered International Competitions) และจะประเมินจากการจัดการแข่งขัน มิใช่จากการจัดงาน ผู้จัดต้องระบุว่า ให้ประเมินหรือขอตราให้กับการแข่งขันประเภทไหน เป็นระยะมาราธอน ฮาร์ฟมาราธอน 10K หรือระยะพิเศษ

1. ต้องมีการเชิญนักวิ่งระดับ Elite มาร่วมงานวิ่งแข่งขัน ทุก label ต้องมีนักวิ่งระดับ Elite ขั้นต่ำ ชาย 5 คน และ ผู้หญิง 5 คน การแข่งขันระดับ Gold & Silver ต้องมีนักวิ่ง Elite อย่างน้อย 5 สัญชาติ สำหรับการแข่งขันระดับ Bronze label อย่างน้อย 4 สัญชาติ (อาจแบ่งเป็น ชาย 3 สัญชาติ และหญิง 2 สัญชาติก็ได้)

ที่สำคัญ…นักวิ่ง Elite ต้องมีสถิติขั้นต่ำ (อายุไม่เกิน 36 เดือน) ดังนี้

ต้องมีสถิติการวิ่งดังนี้…(แค่เงินค่าตัวนักวิ่ง Elite ก็บานเลยครับ)

  • Marathon: Men: 2:16:00 and Women: 2:38:00
  • Half Marathon: Men: 1:04:00 and Women: 1:15:00
  • 10km/10,000m: Men: 30:00 and Women: 37:00

 IAAF Label

2. ต้องมีหัวหน้าเจ้าหน้าที่พยาบาล (medical director) และต้องมีการตรวจโด๊ป ซึ่งแค่การแข่งระดับ Bronze สำหรับการ ต้องมีการสุ่มเก็บ 4 ตัวอย่าง (ชาย 2 หญิง 2)

3. ต้องมีการวัดเส้นทาง จาก AIMS (Association of International Marathons and Distance Races) หรือเจ้าหน้าที่วัดสนาม เพื่อให้เส้นทางวิ่งมีระยะที่ถูกต้องตามที่ได้ระบุไว้ ระยะมาราธอนคือ 42.195 กิโลเมตร ผู้วัดก็ต้องวัดให้ได้ 42.195 กิโลเมตรเป๊ะๆ

4. ถนนต้องปิด 100% จะเปิดให้ใช้งานอีกครั้งก็ต่อเมื่อคนสุดท้ายเข้าเส้นชัย หรือถึงเวลา cut-off แค่ข้อนี้ก็ยากแล้วละครับ

5. ต้องมีการถ่ายทอดการแข่งขัน แบบ live, delayed หรือ streaming ต้องมีจอขนาดใหญ่ในพื้นที่จัดงานเพื่อแสดงการแข่งขัน แค่ระดับ Bronze label บังคับให้ต้องถ่ายทอดในประเทศ อาจจะใช้แบบ streaming หรือ live บนยูทูปก็ได้

นี้แค่คร่าวๆ ที่เอามาฝากกันนะครับ เห็นได้ว่าการจัดงานระดับได้ตรา IAAF Label ยากเย็นไม่ธรรมดาเลย ไหนจะเรื่องเงินทุนและเทคโนโลยีอีก ครั้งหน้าจะลองเอางานวิ่งต่างประเทศมาลองเปรียบเทียบดูกันนะครับ ว่ามาตรฐานเขาไปถึงไหนกันเล้ว